เสียงเพรียกถึงคาร์ตีนี-ถึงพิมพ์เขียวประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียน

บทความวิชาการนี้ สามารถ download ได้ในรูป word

. “เรียกฉันว่าคาร์ตีนีก็พอ”: คาร์ตีนีกับวันสตรีสากลในอินโดนีเซีย 
อรอนงค์ ทิพย์พิมล
http://www.prachatai.com/05web/th/home/11457


“เรียกฉันว่าคาร์ตีนีก็พอ” เป็นคำพูดของระเด่น
อาเจ็ง คาร์ตีนี (Raden Ajeng Kartini) ที่ปรามูเดีย
อนันตา ตูร์ นักเขียนอินโดนีเซียผู้โด่งดัง ได้หยิบยก
มาเป็นชื่อหนังสือเกี่ยวกับคาร์ตีนีที่เขาประพันธ์ขึ้น
ด้วยเหตุผลที่ว่าคำดังกล่าวได้สะท้อนความคิดใน
เรื่องความเท่าเทียมกันในเรื่องความเป็นมนุษย์
ตามความคิดของคาร์ตีนี ... ชื่อของคาร์ตีนีจะเป็น
ชื่อแรกๆ เมื่อคนคิดถึงหากพูดถึงเรื่องสิทธิสตรี
อินโดนีเซีย เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักต่อสู้เพื่อ
สิทธิสตรีคนแรกของอินโดนีเซียและได้เป็น
แรงบันดาลใจในขบวนการผู้หญิงใน
อินโดนีเซียในเวลาต่อมา





คาร์ตีนีและสามี ภาพจาก http://id.wikipedia.org/wiki/Kartini

ใครคือคาร์ตีนี
คาร์ตีนี เป็นผู้หญิงที่มีบทบาทมากในประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย เธอเกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1879 [1] ในครอบครัว
ชนชั้นสูงของชวา ในช่วงที่ดินแดนที่ยังไม่มีชื่อว่าอินโดนีเซีย ในขณะนั้นได้ถูกครอบครองโดยเจ้าอาณานิคมฮอลันดา
บิดาของเธอคือระเด่น มัส ซอสโรนิงรัต (Raden Mas Sosroningrat) เป็นบูปาตี (bupati) [2] เมืองเจอปารา (Jepara)
มารดาของเธอชื่องาซีระฮ์ (M.A. Ngasirah) เป็นบุตรีของผู้นำทางศาสนาอิสลามในชวา มารดาของเธอเป็น
ภรรยาคนแรกของบิดาแต่มิใช่เป็นภรรยาเอก

[1] วันเกิดของคาร์ตีนีได้รับการยกย่องให้เป็นวันคาร์ตีนี (Kartini Day) ซึ่งถือเป็นวันสำคัญแห่งชาติ ในวันนี้บรรดา
ผู้หญิงอินโดนีเซียจะแต่งกายด้วยชุดประจำชาติที่เรียกว่า”เกอบายา” (Kebaya) ไปทำงานหรือไปโรงเรียน แม้กระทั่งคนกวาด
ถนนหรือคนขับรถประจำทาง ก็จะแต่งกายด้วยชุดประจำชาติด้วยเช่นกัน และจะการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดอบรม
อภิปราย หรือสัมมนาต่างๆ

[2] บูปาตีเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณานิคมจนถึงปัจจุบัน รากศัพท์ของคำว่า bupati มาจากภาษา
สันสกฤต bhupati ซึ่งมีความหมายว่า “ราชาแห่งโลก” บูปาตีทำหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจเทียบเท่า
นายกเทศมนตรีในปัจจุบัน ในสมัยอาณานิคมตำแหน่งบูปาตีถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ และต้องเป็นชนชั้นสูงเท่านั้น
จึงจะดำรงตำแหน่งนี้ได้ ในปัจจุบันตำแหน่งนี้ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในท้องถิ่น

ในขณะนั้นทางเจ้าอาณานิคมฮอลันดากำหนดว่า ผู้ที่จะสามารถดำรงตำแหน่งบูปาตีได้ จะต้องแต่งงานกับผู้หญิง
ที่เป็นเชื้อพระวงศ์เป็นเหตุให้บิดาของคาร์ตีนีแต่งงานใหม่กับระเด่น อาเจ็ง วูรจัน (Raden Ajeng Woerjan)
ซึ่งเป็นเชื้อสายราชามาดูรา หลังจากที่แต่งงานกับระเด่นอาเจ็ง วูรจัน บิดาของคาร์ตีนีก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบูปาตี
แห่งเมืองเจอปารา คาร์ตีนีมีพี่น้องทั้งจากมารดาเดียวกันและต่างมารดาทั้งสิ้น 11 คน เธอเป็นบุตรีคนที่ 5 จากพี่น้องทั้งหมด

คาร์ตีนีได้รับการศึกษาที่โรงเรียน Europese Lagere School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งโดยฮอลันดา ผู้ที่เข้าศึกษาที่โรงเรียน
แห่งนี้ส่วนมากจะเป็นลูกหลานชาวยุโรป และชนพื้นเมืองชั้นสูงเท่านั้น เด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคาร์ตีนีน้อยคนนัก
ที่จะมีโอกาสได้ศึกษาในโรงเรียน เนื่องจากว่าการศึกษาในสมัยนั้นเป็นเรื่องของผู้ชายและชนชั้นสูง ที่โรงเรียนแห่งนี้คาร์ตีนี
ได้เรียนรู้วิชาการต่างๆ รวมถึงภาษาฮอลันดา จนอายุได้ 12 ปีจบการศึกษาระดับประถมศึกษาก็ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมา
เก็บตัวอยู่ที่บ้านตามประเพณีดั้งเดิมของชวา เรียนงานเย็บปักถักร้อย งานบ้าน เพื่อเตรียมตัวออกเรือนกับผู้ชายที่
พ่อแม่เห็นชอบ

หลังจากออกจากโรงเรียน คาร์ตีนีได้ใช้เวลาเรียนด้วยตัวเองที่บ้าน เธอได้ใช้ความรู้ภาษาฮอลันดาที่เรียนมาเขียน
จดหมายโต้ตอบกับเพื่อนชาวฮอลันดา และได้กลายมาเป็นหนังสืออันโด่งดังและทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักกว้างขวาง หนึ่งในบรรดาผู้ที่คาร์ตีน ีเขียนจดหมายโต้ตอบไปมาคือ Rosa Abendanon ซึ่งได้ให้การสนับสนุนคาร์ตีนี
อย่างมาก และถือได้ว่าเป็นสหายรักของเธอ

คาร์ตีนีเรียนรู้เกี่ยวกับสังคมตะวันตกโดยผ่านการอ่านหนังสือ, นิตยสาร, และหนังสือพิมพ์ สิ่งที่ดึงดูดใจคาร์ตีนีคือ
ความก้าวหน้าทางความคิดของผู้หญิงยุโรป ทำให้เธอคิดที่จะพัฒนาผู้หญิงพื้นเมืองให้เหมือนผู้หญิงยุโรป มีการศึกษา
มีความคิดที่ทันสมัย สามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ในเรื่องการแต่งงาน และโอกาสในการทำงาน ภายใต้สภาพที่
ผู้หญิงพื้นเมืองมีสถานภาพต่ำกว่าผู้ชายอย่างมากในขณะนั้น

แต่ทว่า แม้คาร์ตีนีจะมีแนวคิดที่ก้าวหน้ามากเพียงใดก็ตาม เธอได้ถูกบิดามารดาจัดการให้แต่งงานกับบูปาตีเมืองเริมบัง
(Rembang) ชื่อว่า ระเด่น อาดีปาตี โจโยดีนิงรัต (Raden Adipati Joyodiningrat) ผู้ซึ่งมีภรรยาอยู่แล้ว 3 คน คาร์ตีนี
แต่งงานเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1903 ซึ่งนั่นเป็นการปิดโอกาสความหวังของเธอที่ต้องการไปศึกษาต่อและทำงนที่ยุโรป อย่างไรก็ตาม สามีของคาร์ตีนีเข้าใจความต้องการของเธอ จึงให้อิสระและสนับสนุนแนวความคิดของเธอ จึงให้เธอตั้ง
โรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงขึ้นที่ทางด้านตะวันออกของประตูรั้ว ณ ที่ทำการอำเภอเริมบัง ที่โรงเรียนแห่งนี้คาร์ตีนี
ได้สอนหนังสือให้เด็กผู้หญิงพื้นเมือง ซึ่งนับว่าเป็นแสงแรกของการได้รับการศึกษาแบบตะวันตกของผู้หญิงพื้นเมือง

คาร์ตีนีให้กำเนิดบุตรชายคนแรกและคนสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 กันยายน 1904 หลังจากนั้นไม่กี่วันเธอก็เสียชีวิตเมื่อวันที่
17 กันยายน 1904 เมื่ออายุได้ 25 ปี สุสานของคาร์ตีนีตั้งอยู่ที่เดซา บูลู (Desa Bulu) เมืองเริมบัง

ด้วยความมุมานะและตั้งใจจริงของคาร์ตีนี ที่ต้องการต่อสู้เพื่อให้เด็กหญิงชาวพื้นเมืองได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียน
ทำให้เกิดมูลนิธิคาร์ตีนี (Yayasan Kartini) โดยครอบครัวของ Van Deventer [3] และได้ตั้งโรงเรียนสำหรับผู้หญิง
(Sekolah Wanita)ที่เมืองเซอมารัง (Semarang) เมื่อปี 1912 และต่อมาได้ขยายไปยังสุราบายา (Surabaya),
ย็อกยาการ์ตา, มาลัง (Malang), มาดียุน (Madiun), จีเรอบน (Cirebon) และพื้นที่อื่นๆ โดยตั้งชื่อโรงเรียนว่า
“โรงเรียนคาร์ตีนี” (Sekolah Kartini)

[3] Van Deventer เป็นผู้นำทางการเมืองชาวฮอลันดาที่สนับสนุนให้ใช้นโยบายจริยธรรมในดินแดนอาณานิคมอินเดีย
ฮอลันดาเขาเคยเขียนบทความเรื่อง “หนี้เกียรติยศ” วิพากษ์นโยบายของรัฐบาลฮอลันดา และกล่าวว่าชาวฮอลันดา
เป็นหนี้ชาวพื้นเมืองจากการปกครองหรือการเป็นเจ้าอาณานิคม ซึ่งทำให้ฮอลันดามความเจริญรุ่งเรือง

ประธานาธิบดีซูการ์โนได้ออกคำสั่งประธานาธิบดี แห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เลขที่ 108 ปี 1964 ลง
วันที่ 2 พฤษภาคม 1964 ยกย่องให้คาร์ตีนีเป็นวีรสตรีแห่งเอกราชของชาติ (Pahlawan Kemerdekaan Nasional) พร้อมกับกำหนดให้วันเกิดคาร์ตีนีเป็นวันสำคัญแห่งชาติ และมีกิจกรรมรำลึกถึงคุณงามความดีของคาร์ตีนี ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อว่า “วันคาร์ตีนี”

จดหมายของคาร์ตีนี
จดหมายจำนวนมากมายของคาร์ตีนีถึงบรรดามิตรสหายของเธอในช่วงระหว่างปี 1899 ถึง 1904 ได้ถูกรวบรวมและ
ตีพิมพ์เป็นภาษาฮอลันดาภายใต้ชื่อ Door Duisternis Tot Licht และได้มีการแปลเป็นภาษาอินโดนีเซียใช้ชื่อว่า
Habis Gelap Terbitlah Terang (Letters of a Javanese Princess) หากจะแปลเป็นไทย ความว่า “สิ้นความมืด
พลันเกิดแสงสว่าง” (จดหมายของเจ้าหญิงแห่งชวา) จดหมายต่างๆ เหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าคาร์ตีนีมีความปรารถนา
อันยิ่งใหญ่ที่ต้องการจะปลดปล่อยสตรีพื้นเมืองจากการกดขี่ที่กลายเป็นวัฒนธรรมในยุคสมัยของเธอ ต้องการให้
ผู้หญิงชาวพื้นเมืองได้มีการศึกษาเหมือนกับผู้ชาย เพื่อจะได้มีโอกาสในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง และมี
ความเท่าเทียมเสมอภาคกับผู้ชาย จากจดหมายเหล่านี้ทำให้คาร์ตีนีมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะที่เป็น “ผู้บุกเบิก
การปลดปล่อยผู้หญิงอินโดนีเซีย” หนังสือเล่มนี้ยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มผู้หญิงอินโดนีเซียในการต่อสู้
เพื่อสิทธิสตรีอินโดนีเซีย

ในช่วงที่เกิดกระแสชาตินิยมอินโดนีเซียต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คาร์ตีนีได้ถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ของชาตินิยมและ
การตื่นตัวของขบวนการผู้หญิงอินโดนีเซียโดยนักชาตินิยม และกลุ่มผู้หญิงในขณะนั้น แม้ว่าในบรรดาจดหมายทั้งหมด
ของเธอ จะไม่ได้ สื่อสารกับชาวพื้นเมืองโดยเฉพาะในชวาบ้านเกิดของเธอเลยก็ตาม เนื่องจากว่าจดหมายทั้งหมดนั้น
เขียนขึ้นในภาษาดัชต์ ซึ่งมีชนพื้นเมืองจำนวนไม่มากที่สามารถอ่านและเข้าใจได้

นอกจากหนังสือเล่มนี้แล้ว ยังมีหนังสืออีกจำนวนหนึ่งที่รวบรวมจดหมายและงานของคาร์ตีนี อาทิเช่น
Surat-surat Kartini, Renungan Tentang dan Untuk Bangsanya, Kartini: Surat-surat kepada Ny RM
Abendanon-Mandri dan Suaminya, Letters from Kartini, An Indonesian Feminist 1900-1904,
Panggil Aku Kartini Saja
, Aku Mau ... Feminisme dan Nasionalisme, Surat-surat Kartini kepada Stella
Zeehandelaar 1899-1903 
เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีกระแสจากคนบางกลุ่มที่สงสัยว่าจดหมายคาร์ตีนีเป็นของจริงหรือไม่ ข้อสงสัยนี้เกิดขึ้นเพราะว่าหนังสือ
ของคาร์ตีนีได้รับการตีพิมพ์ในขณะที่รัฐบาลอาณานิคมฮอลันดากำลังดำเนินนโยบายจริยธรรมที่หมู่เกาะอินเดียฮอลันดา (อินโดนีเซีย)และ Abendanon เป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนนโยบายนี้อย่างแข็งขัน และจวบจนกระทั่งปัจจุบันจดหมาย
ส่วนใหญ่ของคาร์ตีนีก็ยังไม่สามารถยืนยันการมีอยู่จริงๆ ของต้นฉบับได้

นอกจากนี้การกำหนดให้วันเกิดคาร์ตีนีเป็นวันสำคัญก็มีข้อโต้แย้งจากผู้ไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยให้ความเห็นว่า ควรจะ
รำลึกถึงคาร์ตีนีและจัดงานเฉลิมฉลองในวันแม่แห่งชาติคือวันที่ 22 ธันวาคมไปเลยทีเดียว [4] เพื่อไม่ให้เป็นการ
เลือกปฏิบัติเนื่องจากว่ายังมีวีรสตรีแห่งชาติอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับการยกย่องให้มีวันรำลึกถึงเหมือนกับ คาร์ตีนี
ในความเห็นของคนเหล่านี้ การต่อสู้ของคาร์ตีนีจำกัดอยู่แค่เมืองเจอปาราและเริมบังเท่านั้น ไม่ได้เป็นการต่อสู้เพื่อ
ชาติทั้งหมด และคาร์ตีนีไม่เคยจับอาวุธ ขึ้นสู้กับผู้รุกรานเลย

[4] วันแม่แห่งชาติของอินโดนีเซียตรงกับวันที่ 22 ธันวาคมของทุกปี โดยมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม เมื่อมี
การประชุมผู้หญิงอินโดนีเซียครั้งที่หนึ่งที่เรียกว่า Kongres Perempuan Indonesia I ที่เมืองย็อกยาการ์ตา เมื่อวันที่
22-25 ธันวาคม 1928 โดยมีกลุ่มองค์กรผู้หญิงประมาณ 30 องค์กรเข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้จาก 12 เมืองในชวาและ
สุมาตรา และต่อมาได้มีการกำหนดให้วันที่ 22 ธันวาคมเป็นวันเฉลิมฉลองวันแม่ (Hari Ibu) โดยการตัดสินใจของ
ที่ประชุมคองเกรสผู้หญิงอินโดนีเซียครั้งที่สามเมื่อปี 1938

ในทางกลับกัน อีกฝ่ายหนึ่งก็แย้งว่า คาร์ตีนีไม่ได้เป็นแค่ผู้นำในการปลดปล่อยสตรีอินโดนีเซียจากความโง่เขลาเท่านั้น
และเธอยังเป็นวีรสตรีแห่งชาติด้วยอุดมการณ์และแนวคิดสมัยใหม่ที่เธอได้ต่อสู้เพื่อชาติ และจิตวิญญาณของคาร์ตีนี
ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ขบวนการสตรีรุ่นต่อๆ มา

วันสตรีสากลที่อินโดนีเซียปี 2008
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2008 ที่ผ่านมา กลุ่ม Komisi Kesetaraan Nasional Konfederasi Serikat Buruh Sejahtera
Indonesia ได้จัดแสดงละครกลางแจ้งจำลองเหตุการณ์การทำร้ายกดขี่ผู้หญิงที่วงเวียนน้ำพุหน้าโรงแรมอินโดนีเซีย เพื่อเป็นการรำลึกวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีวันสตรีสากล มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่หมอไปจนถึง
ชาวนา โดยในการชุมนุมได้มีการแจกจ่ายผ้าเช็ดหน้าให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงจะ
หยุดร้องไห้และลบรอยน้ำตาทิ้ง [5]

[5] ผู้สนใจสามารถเข้าไปชมคลิปข่าวได้จาก “Teatrikal 100 Tahun Hari Perempuan” (ละครร้อยปีวันสตรีสากล)

นอกจากที่จาการ์ตาแล้ว ที่บันดุง นักศึกษาและผู้ใช้แรงงานได้รวมตัวกันในวันที่ 6 มีนาคมภายใต้ชื่อ Front Mahasiswa
Nasional (แนวร่วมนักศึกษาแห่งชาติ) ในปีนี้พวกเขาได้เดินขบวนเพื่อรำลึกถึงวันสตรีสากล และได้เรียกร้องให้ผู้หญิง
ที่เป็นผู้ใช้แรงงานและชาวนามีองค์กรของตัวเองเพื่อที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้ต่อสู้เพื่อให้ผู้หญิงได้รับสิทธิทางสังคม,
การเมืองและ เศรษฐกิจเท่าๆ กับผู้ชาย โดยข้อเรียกร้องที่เป็นรูปธรรมซึ่งกลุ่มนี้เรียกร้องได้แก่ ต้องการให้รัฐบาลมี
นโยบายการจ้างงานที่เหมาะสมกับผู้ใช้แรงงานหญิง, มีการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร และเพิ่มเงินช่วยเหลือในด้าน
สาธารณสุข

ปัญหาของแรงงานสตรีในอินโดนีเซียขณะนี้คือ ส่วนใหญ่แล้วพวกเธอได้รับค่าจ้างเพียงสองในสามของค่าจ้างแรงงาน
ผู้ชายนอกจากนี้ยังมีการออกกฎที่เป็นการแบ่งแยกและกีดกันผู้หญิงว่า ผู้หญิงจะไม่สามารถเบิกค่ารักษาด้านสุขภาพ
หากว่าสามีของเธอได้ใช้สิทธินี้ไปแล้ว Dewi ผู้ประสานงานของกลุ่มกล่าวว่า “ผู้หญิงอินโดนีเซียถูกทำให้เป็น
พลเมืองชั้นสองทางการเมือง และถูกทำให้เป็นรองทางด้านวัฒนธรรม” [6]

[6] Erick P. Hardi, “Mahasiswa dan Buruh Peringati Hari Perempuan Sedunia” (นักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน
รำลึกวันสตรีสากล)

และในวันที่ 8 มีนาคมซึ่งเป็นวันสตรีสากล องค์กรผู้หญิงได้ร่วมกันจัดการกิจกรรมเพื่อรำลึกวันสตรีสากลที่วงเวียน
น้ำพุหน้าโรงแรมอินโดนีเซีย ซึ่งนำโดยนักเคลื่อนไหวจาก Srikandi Demokrasi Indonesia, Lembaga Partisipasi
Perempuan,Public Service International dan perempuan PKS พวกเขาได้ยกประเด็นขึ้นมาเรียกร้องตั้งแต่เรื่อง
ราคาน้ำมันประกอบอาหาร และสินค้าจำเป็นอื่นๆ ที่สูงมากในขณะนี้ ไปจนถึงเรื่องประกันสุขภาพที่คนจน
เข้าถึงได้ลำบาก นอกจากนี้ พวกเขายังได้ สนับสนุนให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไป
ที่จะเกิดขึ้นในปี 2009 ด้วย [7]

[7] “Aksi Perempuan di Hari Perempuan Dunia” (กิจกรรมของผู้หญิงในวันสตรีสากล)
http://www.metrotvnews.com/berita.asp?id=54934

นอกจากที่จาการ์ตาและที่บันดุงแล้ว ตามเมืองอื่นๆ ก็มีการจัดงานรำลึกถึงวันสตรีสากลเช่นกัน [8] โดยประเด็นที่
กลุ่มต่างๆ หยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อรัฐบาลและสังคมนั้น ก็คล้ายๆ กัน กล่าวคือ การเรียกร้องให้มีการปฏิบัติ
อย่างเท่าเทียมต่อสตรีและนอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่
จำเป็นที่พุ่งสูงขึ้นและเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้

[8] ตัวอย่างรายงานข่าวการจัดงานรำลึกวันสตรีสากลตามเมืองต่างๆ ได้แก่ Reny Sri Ayu Taslim,
“Perempuan Palu Peringati Hari Perempuan” (ผู้หญิงปาลูรำลึกวันสตรี)
http://www.kompas.co.id/read.php?cnt=.xml.2008.03.08.20182116&channel=&mn=&idx= หรือ
“Aksi Memperingati Hari Perempuan Sedunia di Daerah” (กิจกรรมรำลึกวันสตรีสากลที่ภูมิภาค)
http://www.metrotvnews.com/berita.asp?id=54932

หากคาร์ตีนีไม่จากโลกนี้ไปก่อนวัยอันสมควร และมีชีวิตยืนยาวกว่า 120 ปีอยู่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน เธออาจจะผิดหวังกับ
ความเป็นไปในดินแดนหมู่เกาะอินโดนีเซียที่การกดขี่ผู้หญิง ความไม่เท่าเทียมกันทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
ยังฝัง รากอยู่อย่างเหนียวแน่น อันเนื่องมาจากระบบศักดินาที่ไม่เคยมีพื้นที่ให้กับความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ทั้งๆ ที่เธอพยายามต่อสู้เพื่อปลดปล่อยผู้หญิงจากความโง่เขลา เพื่อให้ผู้หญิงได้รับการศึกษาเฉกเช่นเดียวกับผู้ชาย
ตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน

แต่อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางของกลุ่มองค์กรเอกชนและกลุ่มผู้หญิงต่างๆ ในการรำลึกถึงวันสตรีสากลและได้ป่าวประกาศข้อเรียกร้องและข้อเสนอของกลุ่มตัวเอง เป็นสัญญาณที่ดีว่า
ผู้หญิงอินโดนีเซียรู้ถึงปัญหาของตัวเอง และพร้อมที่จะต่อสู้กับสภาพที่ไม่เท่าเทียม ไม่เสมอภาคระหว่างเพศ และ
ไม่ได้นิ่งดูดายให้ปัญหานั้นดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

เอกสารประกอบการเขียน

Elizabeth Martyn. The Women’s Movement in Post-Colonial Indonesia: Gender and Nation in a
New Democracy
. London: RoutledgeCurzon, 2005.

F. G. P. Jaquet. Kartini: Surat-surat kepada Ny. R.M. Abendanon-Mandri dan suaminya.
Penerjemah,Sulastin Sutrisno. Jakarta: Penerbit Djambatan, 2000.

Kathryn Robinson and Sharon Bessell (eds.). Women in Indonesia: Gender, Equity and Development. Singapore: ISEAS, 2002.

Pramoedya Ananta Toer. Panggil Aku Kartini Saja: Sebuah Pengatar pada Kartini.
(เรียกฉันว่าคาร์ตีนีก็พอ). Jakarta: Hasta Mitra, 2000.

Susan Blackburn. Women and the State in Modern Indonesia. Cambridge, U.K.:
Cambridge University Press, 2004.

Websites
“Aksi Memperingati Hari Perempuan Sedunia di Daerah” (กิจกรรมรำลึกวันสตรีสากลที่ภูมิภาค)
http://www.metrotvnews.com/berita.asp?id=54932

“Aksi Perempuan di Hari Perempuan Dunia” (กิจกรรมของผู้หญิงในวันสตรีสากล)
http://www.metrotvnews.com/berita.asp?id=54934

Erick P. Hardi, “Mahasiswa dan Buruh Peringati Hari Perempuan Sedunia” (นักศึกษาและผู้ใช้แรงงานรำลึกวันสตรีสากล)
http://www.tempointeractive.com/read.php?NyJ=cmVhZA==&MnYj=MTE4NzE3

Reny Sri Ayu Taslim, “Perempuan Palu Peringati Hari Perempuan” (ผู้หญิงปาลูรำลึกวันสตรี)
http://www.kompas.co.id/read.php?cnt=.xml.2008.03.08.20182116&channel=&mn=&idx=

“Teatrikal 100 Tahun Hari Perempuan” (ละครร้อยปีวันสตรีสากล)
http://tv.kompas.com/berita/metropolitan/teatrikal_100_tahun_hari_perempuan_.html

2. บทบาทและอุดมการณ์ของประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนในเวทีโลก
ภาณุทัต   ยอดแก้ว

สหภาพยุโรป – อาเซียน (ความต่างและความเหมือน)
สหภาพยุโรปเป็นการรวมตัวกันของบรรดาประเทศที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในหลายประการ เช่น ความใกล้กันในทาง
ภูมิศาสตร์   ความคล้ายคลึงกันในระบบการเมือง   ความคล้ายคลึงกันในทางวัฒนธรรม  หรือ ความเชื่อในความคิดว่าด้วย
เสรีประชาธิปไตย  เป็นต้น    นอกจากนั้น สหภาพยุโรปได้พัฒนาจากแนวคิดอุดมคติที่มีเป้าหมายสูงสุด ให้ยุโรปสามารถ
มีคณะปกครองหรือรัฐบาลกลางที่มีลักษณะอำนาจเหนือรัฐชาติ (supranational governing body)    หลายคนสังเกตว่า
สหภาพยุโรปได้กำเนิดขึ้นเพราะยุโรปต้องการรื้อฟื้นหรือรักษาแกนอำนาจเดิมของตนไว้ในเวทีโลก โดยเฉพาะหาก
พิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์แล้ว   นับจากการขึ้นมาของจักรวรรดิอเมริกันในต้นศตวรรษที่ 20    
ยุโรปคงเริ่มมองตนเองเหมือนคนแก่ที่กำลังจะต้องอำลาเวที เพราะรัศมีของยุโรปได้ถูกเบียดบังจากสหรัฐอเมริกาและ
สหภาพโซเวีตที่เริ่มมีอำนาจขึ้นอย่างต่อเนื่อง   

            ทั้งที่ ยุโรปเป็นต้นกำเนิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรม  การปฏิวัติการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และยังเป็นแม่แบบแนวคิด
ทางปรัชญาที่สำคัญของโลก แต่การที่ยุโรปต้องกลายเป็นสนามทดลองจริงของการแข่งขันระหว่างทฤษฏีและอุดมการณ์
เช่น เสรีนิยม  สังคมนิยม  ฟาสซิสต์ เป็นต้น ได้ส่งผลให้ยุโรปอยู่ในสภาพบอบช้ำ จนถึงขั้นต้องขอความช่วยเหลือทาง
เศรษฐกิจจาก สหรัฐอเมริกาในการฟื้นฟูและบูรณะประเทศ หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2  ได้สิ้นสุดลง   สหภาพยุโรปในปัจจุบัน หรือ ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรปในสมัยนั้น จึงเกิดขึ้นมาในบริบทนี้เพื่อสร้าง
ความแข็งแกร่งและเพื่อรื้อฟื้นศักดิ์ศรีของโลกเก่า (ยุโรป) ที่สูญเสียไป ให้กลับฟื้นขึ้นมาใหม่

           อาเซียนมิได้กำเนิดขึ้นมาจากปรัชญาที่สหภาพยุโรปยึดถือ หรือจากความคิดแบบอุดมคติ (utopic vision) ของ
นักปกครองหรือนักวิชาการที่ปารีส บอนน์ หรือบรัสเซลส์ ดังที่กล่าวมาแล้ว อาเซียนรวมตัวกันบนพื้นฐานของ
ความต้องการที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาคที่มีความหลากหลายในระบอบการปกครองและศาสนา ซึ่งเป็นความคิด
ที่เป็นอุดมคติแบบมนุษย์นิยมโดยแท้  ด้วยการมีเป้าหมายที่จะไม่ให้ลัทธิความรุนแรง และลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งไม่เคารพ
ในความสำคัญของการเป็นปัจเจกชนสามารถเข้ามามีอำนาจในภูมิภาค    อาเซียนมิได้ พิจารณาเรื่องการเมือง
เรื่องอำนาจทหาร  หรือเรื่องความบ้าคลั่งในอุดมการณ์ที่ทำให้คนเราต้องแบ่งออกเป็นสี หรือค่าย   

           อย่างไรก็ตาม ทั้งสหภาพยุโรปและอาเซียนยังมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน คือ ความพยายามที่จะสร้างสังคมแห่ง
การเรียนรู้และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ทางสังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาค เนื่องจาก
อาเซียนกำลังพัฒนาเข้าสู่การรวมตัวในระดับที่เข้มข้นขึ้นภายใต้กฏบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งผู้นำอาเซียน
ทั้งสิบประเทศได้ลงนามกันในที่ประชุมสุดยอด ณ สิงคโปร์เรียบร้อยแล้ว 

สามเสาหลักของกฏบัตรอาเซียน (ASEAN Charter)
ตามระเบียบของกฎบัตรอาเซียนได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ในเดือนธันวาคม ปี 2551  ประชาคมอาเซียนจะประกอบด้วย
สามประชาคมย่อย หรือ”สามเสา”คือ

  1. ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน  
  2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  และ
  3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน    

ในบรรดาสามเสานี้  ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เป็นเสาที่ปรารถนาที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร
ในภูมิภาค โดยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันทันสมัยร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น  สนับสนุนการใช้ทรัพยากร
ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน  จัดหาการศึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่รัฐจะหาได้  และพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างความเข้าใจ
อันดีระหว่างประชาชนของประเทศสมาชิก ตลอดจนส่งเสริมความตระหนักในมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน
และพยายามทำให้อัตลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของภูมิภาคมีความโดดเด่นและเข้มแข็ง เพื่อตอบรับกับ
กระแสโลกาภิวัฒน์และเพื่อสะท้อนปรัชญาที่ว่าประชาสังคมหรือประชาชนแท้จริงเป็นหัวใจของอาเซียน   

พิมพ์เขียวประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน
(ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint)

เอกสารพิมพ์เขียวประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ประกอบด้วยแนวคิดหลัก ดังนี้

1. การพัฒนามนุษย์
2. สวัสดิการและการพิทักษ์ทางสังคม
3. สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม
4. ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม
5. การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน
6. การลดช่องว่างในการพัฒนา (ระหว่างสมาชิกดั้งเดิมและสมาชิกใหม่  
อาเซียน)

ดังนั้น  ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงมีพื้นที่ความรับผิดชอบที่กว้างใหญ่ไพศาล เพราะต้อง
เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมในเกือบทุกมิติ     ดังจะเห็นว่า ประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียนมีบทบาท
และหน้าที่ดูแลความก้าวหน้าในภารกิจที่หลากหลาย ซึ่งประกอบด้วย งานสาธารณสุข   งานการศึกษา   งานวัฒนธรรม   
งานแรงงาน   งานสวัสดิการสังคม   งานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   งานสิ่งแวดล้อม  และงานป้องกันภัยพิบัติ หรือกล่าว
อีกอย่างหนึ่งก็คือ   ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนจะทำให้การบรรลุวิสัยทัศน์อาเซียน (ASEAN Vision)
สามารถเป็นจริงขึ้นมาได้  

           อย่างไรก็ตาม  ความก้าวหน้าที่แท้จริงคงเป็นเรื่องของรัฐบาลในแต่ละประเทศสมาชิกที่จะต้องพัฒนาประเทศ และ
พยายามทุกวิถีทางที่จะจัดการกับปัญหาสังคมในประเทศของตน   อาเซียนจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำและเชื่อมต่อการพัฒนา
ของประเทศดังกล่าวกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งรับความร่วมมือจากประเทศหรือองค์กรที่มีความชำนาญพิเศษภายนอก
ประชาคมอาเซียน   หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ อาเซียนทำให้ประชาชนชาวไทยสามารถเติบโตและเชื่อมต่อกับประชาคม
และสามารถขยายเส้นขอบฟ้าทางความคิดของตนได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบโดยผ่านกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนา
ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ทั้งในและนอกภูมิภาค

ความร่วมมือทางวัฒนธรรม (นามธรรมสู่รูปธรรม)
โดยเฉพาะความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่ผู้คนมักคิดว่าเป็นเรื่องนามธรรม   แท้จริงแล้วมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ
เกี่ยวข้องกับการสร้างความรู้สึกร่วมกันของประชากรประมาณ 600 ล้านคนในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง  ด้วยเหตุนี้
ในระยะหลายปีที่ผ่านมา
อาเซียนจึงทุ่มเทความพยายามในการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม  เช่น การจัดกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะและดนตรีโดยเน้น
ให้ประชาสังคม โดยเฉพาะเยาวชนอาเซียนซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของภูมิภาคเข้ามามีส่วนร่วม    นอกจากนี้
อาเซียนยังมีความพยายามในการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ร่วมกันของภูมิภาค เช่น การสร้างเพลงประจำอาเซียน และ
รวมถึงการดำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของภูมิภาค หรือการทำให้อัตลักษณ์เก่าที่มีอยู่ร่วมกันในภูมิภาคให้มีลักษณะ
โดดเด่นขึ้นเช่น มหาภารตะ และรามายณะ (รามเกียรติ์) ซึ่งเป็นมหากาพย์ที่สามารถพบได้ในทุกประเทศของ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทว่าทั้งสองสิ่งนั้นล้วนเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมและศาสนาที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้
ได้นำเข้าจากนอกภูมิภาคทั้งสิ้น  

           ความยากลำบากของเสาสังคมวัฒนธรรมนี้อีกประการหนึ่ง คือ  จะทำอย่างไรให้ประชาชนตระหนักว่าตนเป็น
ส่วนหนึ่งของประชาคม และทำอย่างไรให้ประชาชนทราบว่าอาเซียนมีความปรารถนาที่จะให้ประชาชนในทุกระดับ
มีการแลกเปลี่ยนและสื่อสารทางวัฒนธรรมอย่างเข้มข้น รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนในประเทศสมาชิกทั้งในด้าน
วัตถุและภูมิปัญญาทางสังคมและวัฒนธรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ความจำเป็นที่อาเซียนจะต้องเร่งกระบวนการของ
การบูรณาการประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน คือ เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ให้เข้ามาสู่กระแสหลักของ
การพัฒนาของอาเซียน โดยพยายามส่งเสริมโครงการ เพื่อยกระดับของการพัฒนาให้ไกล้เคียงกับประเทศสมาชิก
ดั่งเดิมของอาเซียน

               อย่างไรก็ตาม  เราคงต้องยอมรับความจริงที่ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งผ่านของอารยธรรมโบราณ ทั้งจากจีน อินเดีย  อาหรับ และตะวันตกและยังได้รับความเชื่อและคติทางศาสนาที่สำคัญของโลก เช่น พุทธ  ฮินดู คริสต์ อิสลาม เป็นต้นและ
ยังมีประสบการณ์และความทรงจำที่หลากหลายจากยุคแห่งการล่าอาณานิคม   แต่ความหลากหลายนี้มิควรถูกมองว่า
เป็นอุปสรรคในการร่วมมือ แต่ควรมองความหลากหลายว่าเป็นคุณลักษณะพิเศษที่จะผลักดันให้ภูมิภาคนี้มีความมั่งคั่ง
ในทางภูมิปัญญา    ดังในคำขวัญ ของสหประชาชาติที่ต้องการให้มนุษยชาติเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจในความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมของตนเอง  เพราะเราเชื่อว่า  สังคมหรือประชาคมที่มีความหลากหลายมักเป็นประชาคมที่มีพลวัตรและ
สามารถผลักดันนวัตกรรมทาง ความคิดได้อย่างเต็มที่  อาเซียนจึงเป็นตัวแบบของความพยายามที่จะสร้างความร่วมมือ
จากความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม

              ประเทศไทยจะใช้โอกาสของการเป็นประธานอาเซียนในครั้งนี้ สร้างสรรอัตลักษณ์ร่วมกันทางวัฒนธรรม
โดยการจัดการประกวดเพลงประจำอาเซียน ซึ่งจะใช้บรรเลงในวาระสำคัญต่างๆ ของอาเซียน     ความพยายามนี้น่าจะ
มีส่วนสำคัญให้ประชาชนประมาณ 600 ล้านคนในภูมิภาคเกิดความรู้สึกผูกพันกับอาเซียนมากยิ่งขึ้น และแน่นอนใน
อนาคต  อาเซียนจึงยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่ตนจะต้องสร้างความรู้สึกหรือความตระหนักร่วมกันในอัตลักษณ์ที่
ประเทศต่างๆจะต้องร่วมใจกันสร้างสรรต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ความร่วมมือในด้านสาธารณสุขอาเซียน
ความร่วมมือในด้านสาธารณสุขเป็นอีกเรื่องที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างมากจากอาเซียน  ดังเห็นว่าประเทศไทย
คงมิสามารถจัดการกับการระบาดของโรคติดต่อฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นได้ในประเทศโดยเพียงลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก
โรคระบาดดังกล่าวมีเชื้อไวรัส หรือบัคทีเรีย ที่มีอานุภาพที่สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เช่น  ไวรัสหวัด  ไข้หวัดนก 
โรคซาร์ส  เป็นต้น     ประสบการณ์จากอดีตได้ชี้ชัดว่า เชื้อโรคเหล่านี้สามารถเดินทางไปทุกแห่งในโลกอย่างรวดเร็วและ
สามารถฆ่าชีวิตมนุษย์มาแล้วอย่างมากมาย และยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล   ดังนั้น อาเซียนจึงเป็นเวที
และกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ทุกประเทศสมาชิกสามารถร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ
ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยอาศัยความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุขระหว่างประเทศ
เพื่อให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ในการหาวิธีจัดการในกรณีที่เกิดการระบาดของเชื้อโรคดังกล่าว    นอกจากโรคระบาดติดต่อ
ฉับพลันแล้ว  โรคที่ไม่ติดต่อได้ง่าย แต่ทว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น โรคเอดส์ ยังเป็นประเด็นที่ประชาคมอาเซียน
ได้ให้ความสนใจเสมอมา

              ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในความร่วมมือกับอาเซียนในด้านสาธารณสุข   อาเซียนเชื่อว่าสุขภาพของ
ประชาชนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และหากประชาชนในภูมิภาคมีสุขภาพไม่สมบูรณ์  จะส่งผลต่อการพัฒนาของประชาคม
ในด้านต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  

ความร่วมมือในด้านการพัฒนาและสวัสดิการสังคมอาเซียน
ความร่วมมือในด้านการพัฒนาและสวัสดิการสังคมอาเซียน เป็นอีกเวทีหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนา
ระบบสวัสดิการสังคมของไทย เพราะอาเซียนมีเจตนารมณ์ในการสร้างสรรสังคมที่ดีงามในภูมิภาค  ดังเห็นว่าในปี 2550  
ที่ผ่านมา อาเซียนได้ออก”ปฏิณญาเซบู”ว่าด้วยประชาคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน   โดยมีวัตถุประสงค์หลักให้ภูมิภาคนี้มี
ความเอื้ออาทรและการแบ่งปัน โดยเฉพาะกับคนพิการ เด็กและสตรี    และในปีที่ผ่านมา อาเซียนได้เรียกร้องให้ทุก
ประเทศสมาชิกนำคนพิการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระแสหลักในการพัฒนาประเทศ    ในหลายเวที ประเทศไทยได้เรียนรู้
นโยบายและหลักปฏิบัติที่ดีจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาค  และในทางกลับกัน  ประเทศต่างๆ ได้ทราบถึงความสำเร็จใน
การบริหารจัดการระบบสวัสดิการสังคมจากประเทศไทย

ความร่วมมือทางการศึกษาของอาเซียน
การศึกษาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการพัฒนามนุษย์และการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจ    ประเทศไทยได้รับ
ทั้งประโยชน์และเกียรติจากอาเซียน  กล่าวคือ  ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากองค์การรัฐมนตรีการศึกษาแห่ง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีมีโอ (*) ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทยและมีภารกิจในการส่งเสริมความร่วมมือ
ในด้านการฝึกอบรมและการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาในภูมิภาค  อาเซียนมีปรัชญาส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เพื่อสร้างองค์ความรู้และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำรงชีวิตให้กับประชาชนในอาเซียน ซึ่งรวมทั้งคนไทย   นอกจากนี้
ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นที่ตั้งของสำนักงานเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง
มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศสมาชิกอาเซียน 21 แห่ง โดยเน้นความร่วมมือทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้
ทุนการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรและการวิจัยร่วมกัน

(*) องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   (Southeast Asian Ministers of Education Organization)
หรือเรียกโดยย่อว่า ซีมีโอ  (SEAMEO) เป็นองค์การระหว่าง ประเทศส่วนภูมิภาค ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ และได้มีการ
ลงนามในกฎบัตร วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยรัฐมนตรีศึกษาของประเทศอินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
สิงคโปร ไทย และสาธารณรัฐเวียดนาม (ใต้) ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐเขมรเข้าเป็นสมาชิกในปี พ.ศ. ๒๕๑๓
และปี พ.ศ. ๒๕๔๙ สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกล่าสุด
http://www.seameo.org/vl/library/whatis/i16seameo/index.htm

ความร่วมมือในด้านแรงงานของอาเซียน
แรงงานเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทุกประเทศสมาชิก อาเซียนจึงได้พยายามผลักดัน
ให้ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนให้ความสำคัญในด้านแรงงาน โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในด้านแรงงานอย่าง
เต็มที่ความร่วมมือในด้านแรงงานของอาเซียนมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะและยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานของ
อาเซียนให้สามารถแข่งขันได้และเป็นที่ยอมรับในนานาประเทศ อาเซียนได้ขอให้รัฐบาลของทุกประเทศสมาชิกพัฒนา
ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และความปลอดภัยในการทำงานของผู้ใช้แรงงาน โดยเห็นว่ารัฐจะต้องส่งเสริมสวัสดิการและ
ให้ความคุ้มครองที่เป็นธรรมแก่คนงาน    ประเทศสมาชิกอาเซียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา
แรงงานที่ตนประสบ  นอกจากนั้น อาเซียนยังมีกรอบนโยบายระดับภูมิภาคที่ชัดเจนระหว่างประเทศสมาชิก
ในการร่วมมือด้านแรงงานกับประเทศสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาค และกับองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้มีการรับรองสิทธิแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องเพื่อเป็นมาตรการรองรับการเคลื่อนย้าย
แรงงานเสรีในอนาคต 

ความร่วมมือในด้านสิ่งแวดล้อม อีกก้าวหนึ่งของอาเซียน
ความร่วมมือในด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกก้าวของความสำเร็จของภูมิภาค  ทั้งนี้เพราะอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ
จากมลภาวะเป็นพิษทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เช่น กรณีหมอกควันอันเกิดจากไฟป่าในเกาะบอร์เนียวของ
อินโดนีเซีย ซึ่งลอยมาปกคลุมพื้นที่ทางอากาศของประเทศมาเลเซีย  สิงคโปร์  อินโดนีเซีย และภาคใต้ของไทย อันส่งผลให้ประชาชนเกิดปัญหาทางสุขภาพ  ในหลายกรณีได้นำไปสู่โรคทางเดินหายใจ  และยังมีผลกระทบต่อ
การคมนาคมทางอากาศ  

ปัญหาโลกร้อน ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีพของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นปัญหาที่อาเซียนให้ความสำคัญเช่นกัน
การที่อาเซียนพยายามรวมตัวกันจัดตั้งระบบเตือนภัยเพื่อตรวจสภาพการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ล้วนแต่มี
คุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อประเทศสมาชิก   การแลกเปลี่ยนความรู้และผู้เชียวชาญในสาขาต่างๆ เพื่อประเมิน
สถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกยังมีความสำคัญสำหรับหลายประเทศที่ยังขาดแคลนความเชี่ยวชาญและ
องค์ความรู้ในด้านนี้

อาเซียนกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นมิติที่เริ่มทวีความสำคัญ และสามารถต่อยอดความร่วมมือทางด้าน
การศึกษาเนื่องจากการศึกษาและเทคโนโลยีถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิต
สมัยใหม่  อาเซียนได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมมือกันส่งเสริมการวิจัยในสาขาที่สำคัญ เพื่อนำความรู้ไปใช้ในทาง
พาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  และขอให้รัฐบาลในแต่ละประเทศสมาชิกเร่งเผยแพร่
การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประยุกต์ เพื่อที่ประชาชนในระดับรากหญ้าสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ในชีวิตประจำวันได้จริง 

อาเซียนกันความร่วมมือทางด้านการปกป้องภัยพิบัติ
ภัยพิบัติดูจะเป็นคำที่คุ้นหูคนไทยในยุคนี้กันพอสมควร เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน
ต่างประสบกับสถานการณ์ด้านภัยพิบัติจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน เช่น เหตุการณ์สึนามิในปี 2547 เหตุการณ์แผ่นดินไหว
ในอินโดนีเซีย หรือแม้แต่เหตุการณ์จากพายุไซโคลนนาร์กิสในพม่า ปัจจุบัน   ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและความสูญเสียที่ตามมา
ในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ดังนั้น รัฐบาลของประเทศสมาชิกจึงเห็นประโยชน์ในความร่วมมือทางด้าน
การปกป้องภัยพิบัติ  โดยมีเป้าหมายที่จะป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติให้เหลือน้อยที่สุด

ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ การรวมตัวเป็นองค์กรระดับภูมิภาคที่มีชื่อเรียกว่าคณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการป้องกันภัยพิบัติ
(ASEAN Committee on Disaster Management หรือ ACDM) ทำหน้าที่ดูแลปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติ
ในเขตภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบัน ACDM จัดประชุมไปแล้ว 12 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่ประเทศไทยเมื่อ
วันที่ 29 สิงหาคม 51และการประชุมระดับรัฐมนตรีในเดือนกุมภาพันธ์.2552 โดยมีบรูไนเป็นเจ้าภาพ

นอกจากนี้ อาเซียนยังมีกรอบความร่วมมือว่าด้วยการจัดการป้องกันภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน
(ASEAN Agreement on Disaster Management and Emergency Response) ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือร่วมกัน
ในกรอบอาเซียน ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวส่งผลให้อาเซียนสามารถจัดตั้งศูนย์ประสานงานอาเซียนในการให้
ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม หรือเรียกสั้นๆ ว่า อาฮาเซนเตอร์ (AHA Centre) ตั้งอยู่ ณ ประเทศอินโดนีเซีย
ขึ้นมาได้    นอกจากนี้ อาเซียนได้เตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ และไม่ดำรงอยู่ในความประมาทจึงได้จัดแผนฝึกซ้อม
ป้องกันภัยพิบัติฉุกเฉิน ระดับภูมิภาคอาเซียนประจำปี (ARDEX) โดยในเดือนสิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา อาเซียน
ได้ร่วมกับประเทศไทยในการจัดการฝึกซ้อมเพื่อปกป้องภัยพิบัติฉุกเฉินที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง

ความร่วมมือกับประเทศนอกลุ่มอาเซียน
น่าสังเกตว่า   การรวมกลุ่มเพื่อสร้างความน่าสนใจและอำนาจการต่อรองนั้นเป็นกระแสที่สำคัญของโลก    ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สามารถเมินเฉยต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้   นอกเหนือจาก สหภาพยุโรป อาเซียนยังได้มองไปทางกลุ่มความร่วมมือในที่อื่นๆ ของโลก เช่น ลาติอเมริกา อเมริกาเหนือ และแอฟริกา และเห็นว่า อาเซียนต้องปรับตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาประโยชน์จากกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในโลก     อาเซียนจึงไม่เพียงจำกัดความร่วมมืออยู่ในกลุ่มตนเองเท่านั้น แต่ยังมองออกไปนอกกลุ่ม    ดังเห็นจากอาเซียนใน
ทศวรรษที่ผ่านมา ได้เริ่มเกี่ยวข้องกับประเทศผู้นำเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี
(Asian Plus Three) โดยผ่านกรอบความร่วมมือ เนื่องจากอาเซียนพิจารณาแล้วเห็นว่า การร่วมมือกับกลุ่มประเทศ
อิทธิพลเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกจะเพิ่มอำนาจในการต่อรองของตนในเวทีโลกมากขึ้น   

ในสภาวะการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระบบการเงินและเศรษฐกิจโลก   อาเซียนเริ่มมีทวีความสำคัญ
มากขึ้น โดยเฉพาะโลกตะวันตกและลาตินอเมริกามองว่า เอเชียน่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญของ
โลกโดยเฉพาะความร่วมมือกับบรรดาชาติตะวันตกในการสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงินของโลก เพราะเอเชียเป็น
แหล่งเงินทุนสำรองที่สำคัญ

นักวิชาการบางคนมองว่า แกนอำนาจของโลกกำลังจะเคลื่อนกลับมาสู่อาณาจักรโบราณในเอเชีย คือ จีน และอินเดีย ซึ่งครั้งหนึ่งได้เป็นผู้ให้กำเนิดระบบตัวเลขและปรัชญาที่สำคัญของโลก   อาเซียนเองก็จับตากระแสที่กำลังเกิดขึ้น
ในโลกเช่นกัน ทั้งนี้เพราะทั่วโลกรู้ดีว่า เอเชียมีเงินทุนสำรองที่มากมายมหาศาล แต่ยังขาดระบบการจัดการอันเนื่องมาจาก
การหวาดระแวงกันเอง และเอเชียยังถือว่าเป็นโรงงานอุตสาหกรรมของโลก คือ เอเชียเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่สำคัญ เนื่องจากการย้ายทุนและฐานการผลิตจากประเทศอุตสาหกรรมมาสู่จีนและกลุ่มประเทศอาเซียน    

เหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับความมุ่งมั่นของจีนในการสำรวจอวกาศ และการประกาศ
ของผู้นำจีนที่กรุงปักกิ่งในความพยายามที่จะร่วมกับญี่ปุ่น เกาหลี และอาเซียนในการสร้างกองทุนเอเชีย ซึ่งมีมูลค่า 80 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ไทยเสนอให้จัดตั้งกองทุน ซึ่งมีมูลค่า 350 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน
ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียน)  เพื่อบรรเทาสถานการณ์การเงินที่กำลังเกิดขึ้นในเอเชียอันเป็นผลมาจาก
ภาวะความปั่นป่วนทางการเงินของโลก ซึ่งมีต้นกำเนิดจากปัญหาวิกฤตในด้านสินเชื่อของภาคอสังหาริมทรัพย์และในระบบ
ตราสารหนี้ของสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งลุกลามไปทั่วโลก      

สรุป
ทั้งหมดเราสามารถเห็นได้ว่า อาเซียนเป็นความร่วมมือของประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในหลายมิติ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาและช่วยเหลือตนเองและยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้     แม้ว่าในบางครั้ง อาเซียนอาจถูกโจมตีจากตะวันตกว่าเป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการปกป้องตัวเองจากการวิพากษ์วิจารณ์
ในเรื่อง สิทธิมนุษยชน และพัฒนากลไกในการจัดการตนเองไปอย่างเชื่องช้าก็ตาม...