|
|
|
|
|
|
|
 
 
 
 
 
ดาไลลามะ: ธรรมชาติแห่งพุทธะ
เรียบเรียง สุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์ | ลำดับที่ 51005
 
"คอลัมน์นี้เขียนขึ้นเพื่อให้เราได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงขององค์ดาไลลามะ ผู้นำจิตวิญญาณของชนชาติธิเบต อย่างที่ท่านเป็น"

ตอนที่ 2 ธรรมชาติแห่งพุทธะ

อานิสงส์ของเหตุการณ์ยึดครองธิเบตด้วยกำลังทหารจีนในปีค.ศ. 1950 หาใช่เพียงการที่โลกได้รับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของรัฐบาลจีนไม่ แต่ที่สำคัญคือโลกได้มีโอกาสรับรู้ถึงทัศนะใหม่เกี่ยวกับความอ่อนโยนของมนุษย์ โดยมีองค์ดาไลลามะเป็นผู้ประกาศข่าวดีนั้น ตรงข้ามกับความคิดในโลกตะวันตกว่าพฤติกรรมของมนุษย์มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน อันสะท้อนว่ามนุษย์ล้วนทำทุกสิ่งเพื่อตัวเอง ความเข้าใจที่ว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นเห็นแก่ตัว ก้าวร้าว โหดร้าย และไม่เป็นมิตร ได้ครอบงำวัฒนธรรมตะวันตกมาหลายศตวรรษ ชาวไทยเราหลายคนที่กำลังดำเนินชีวิตตามแบบตะวันตกต่างก็พากันรับเอาความเชื่อเช่นนี้มาด้วย

โฮเวิร์ด คัทเลอร์ ผู้มีโอกาสสัมภาษณ์องค์ดาไลลามะได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า แม้จะเคยมีนักวิชาการตะวันตกอย่างชาร์ลส์ ดาร์วิน (1809 -1882) ผู้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการ ได้ประกาศความเชื่อของเขาว่า สัญชาติญาณของความเห็นอกเห็นใจเป็นลักษณะเด่นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ อันทำให้เราสามารถวิวัฒน์จากไพรเมตทั้งหลายได้ แต่ด้วยเหตุผลบางประการ (ซึ่งแม้ว่าคัทเลอร์จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์หรือฐานความคิดอันเคร่งครัดของคริสตศาสนิกชนในยุโรปประการหนึ่ง นั่นคือความเชื่อว่ามนุษย์เรามีบาปมาแต่กำเนิด อันเกิดจากความมักใหญ่ใฝ่สูง) มุมมองต่อมนุษยชาติในทางลบได้หยั่งรากลึกลงในวัฒนธรรมตะวันตกย้อนกลับไปตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ภายใต้อิทธิพลของนักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษอย่างโธมัส ฮอบส์ (1588-1679) เขาเป็นผู้ที่มีมุมมองที่มืดมนต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่เหี้ยมโหด แก่งแย่งชิงดี และขัดแย้งกันร่ำไป ยิ่งไปกว่านั้นฮอบส์ยังโด่งดังขึ้นมาด้วยการปฏิเสธความเมตตาในจิตใจของมนุษย์ เขาเคยอธิบายถึง "การให้ทาน" ครั้งหนึ่งของเขาว่า "ผมไม่ได้ช่วยเขาสักหน่อย ผมเพียงแต่ทำไปเพื่อบรรเทาความสลดหดหู่ของตัวเองที่ได้เห็นชายยากจนต่างหาก" ในขณะที่จอร์จ ซันทายานา(1863-1952) นักปรัชญาชาวสเปนในยุคต่อมาก็เขียนไว้ว่า ความรู้สึกปลุกเร้าให้แสดงออกซึ่งความเมตตาและห่วงใยเอาใจใส่นั้น อาจฝังอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ แต่โดยปรกติแล้วมันแสนจะเบาบาง ไม่แน่นอน และเกิดขึ้นเพียงประเดี๋ยวประด๋าว แต่ลอง "ขุดลึกลงไปภายใต้เปลือกของมัน แล้วคุณจะพบกับมนุษย์ที่ดุร้าย เห็นแก่ตัวจัดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง"

โชคร้ายที่จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ตะวันตกยึดมั่นและสนับสนุนแนวคิดเหล่านี้ นับแต่ยุคเริ่มแรกของจิตวิทยาสมัยใหม่ ดังที่ฟรอยด์ (1856-1939) ประกาศว่า "ความโน้มเอียงที่จะแสดงความก้าวร้าวมีอยู่ในลักษณะนิสัยของมนุษย์" สิ่งนี้ได้กลายเป็นข้อสรุปเชิงวิทยาศาสตร์ (หรือแก่นลัทธิความเชื่อใหม่ของมนุษย์) ในปัจจุบันนี้ว่า แรงจูงใจในตัวมนุษย์ทุกคนคือการเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด และมีพื้นฐานอยู่บนความสนใจของตัวเองเท่านั้น ซึ่งหากมองอย่างเป็นธรรมแล้วเราทุกคนล้วนต้องสารภาพว่า จากการที่ได้ร่ำเรียนมาตามหลักสูตรการศึกษาแบบตะวันตก ทำให้แนวความคิดนี้ฝังหัวมานาน เสมือนว่ามันเป็นความจริงที่จะเป็นอื่นไปไม่ได้ เถียงไม่ออก เพราะนั่นคือ "วิทยาศาสตร์"

ในทางตรงข้าม โลกตะวันออกกลับมองธรรมชาติภายในของมนุษย์ในมุมที่ต่างกันออกไป องค์ดาไลลามะทรงประกาศยืนยันว่า ตามจริงแล้ว หนึ่งในความเชื่อพื้นฐานของท่านมีอยู่ว่า ไม่เพียงแต่เราจะครอบครองศักยภาพที่จะแสดงความกรุณามาแต่กำเนิดเท่านั้น แต่ท่านเชื่อว่าธรรมชาติพื้นฐานหรือธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์คือความอ่อนโยน ความเชื่อดังกล่าวขององค์ดาไลลามะมีที่มาจากคัมภีร์ฝ่ายมหายานชื่อ "ธรรมชาติแห่งพุทธะ" ซึ่งกล่าวถึงภาวะจิตที่อยู่ลึก ๆ ซับซ้อน ละเอียดอ่อน มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน และไม่อาจมัวหมองไปเพราะอารมณ์และความคิดในแง่ลบได้ คัมภีร์ดังกล่าวได้ย้ำว่า "ธรรมชาติของมนุษย์คือความอ่อนโยน หาใช่ความก้าวร้าวไม่" ทำให้ผู้เขียนนึกถึงคำสั่งสอนในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานอีกข้อหนึ่งว่า "สรรพสัตว์ล้วนมีความเป็นพุทธะ" เพียงแต่เราสามารถขจัดปัดเป่าเมฆหมอกแห่งอวิชชาที่อยู่รอบตัวเรา (หรือในจิตเรา) ออกไปได้ เราก็จะพบความเป็น "พุทธะ" อย่างง่ายดาย นั่นคือการ "ตื่น" อย่างแท้จริง การตื่นชนิดนี้หาใช่การตื่นนอนไม่ องค์ดาไลลามะเคยกล่าวไว้ที่ไหนสักแห่งว่า "ตื่นคือหลับ และหลับคือตื่น" ขอให้ลองพิจารณาดูกันก็แล้วกัน

ตรงข้ามกับฟรอยด์ องค์ดาไลลามะมองธรรมชาติหรือพฤติกรรมของมนุษย์ในแง่ดีเสมอ ท่านไม่ได้ตีความความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกผ่านทางการให้นมว่าจะก่อให้เกิดปมออดิปุส หรืออะไรทำนองนั้น ท่านกล่าวว่าสิ่งแรกที่เราทำหลังจากลืมตาดูโลกคือการได้ดูดนมแม่ นั่นคือการแสดงออกถึงความรักและความเมตตา ในด้านของแม่ การกระทำดังกล่าวคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากความรักและเมตตา เพราะร่างกายของมารดาจะไม่สามารถผลิตน้ำนมได้ ดังที่ผู้ใช้นามปากกาว่าปิยโสภณกล่าวไว้ว่า แท้จริงแล้วความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่ เพราะแสดงถึงการที่มนุษย์สามารถสละชีวิตแทนกันได้ อนึ่งหากเปรียบเทียบกับโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ องค์ดาไลลามะยังมองในแง่ดีอีกว่า โครงสร้างของร่างกายมนุษย์จะเหมาะเจาะและไปได้ดีกับความรู้สึกรักและกรุณามากกว่า "เราจะพบว่าภาวะจิตที่สงบและเปี่ยมเมตตาส่งผลดีต่อสุขภาพและความอยู่ดีมีสุขของเราได้มากแค่ไหน ในทางกลับกัน ความรู้สึกอึดอัด ขัดเคือง ความกลัว ความหงุดหงิดรำคาญ กลับสามารถทำลายสุขภาพของเราได้ไม่ยาก" ด้วยเหตุนั้นองค์ดาไลลามะจึงกล้าประกาศยืนยันว่า ธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์คือความอ่อนโยน และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ย่อมเป็นการดีกว่ามิใช่หรือที่เราจะดำเนินชีวิตอย่างประสานกลมกลืนกับธรรมชาติของเราบนพื้นฐานของความอ่อนโยน

องค์ดาไลลามะมิได้ปฏิเสธความก้าวร้าวในตัวมนุษย์ แต่ท่านเชื่อหนักแน่นว่าธรรมชาติของความกรุณาและความอ่อนโยนคือลักษณะเด่น (dominance) ในตัวมนุษย์ ขณะที่ความโกรธ และความรุนแรงซึ่งย่อมเกิดขึ้นได้นั้นเป็นเพียงลักษณะด้อย (recessive) ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เมื่อเรารู้สึกขุ่นข้องหมองใจจากการไม่ได้รับความรักความเมตตาจากคนอื่นต่างหาก "มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติพื้นฐาน หรือฝังลึกอยู่ในธาตุแท้ของเรา" ที่มาของความก้าวร้าวยังเกิดจากตัวแปรที่จิตสำนึกเราสร้างขึ้นอีกมากมาย เช่น ความนึกคิดที่ไม่เหมาะไม่ควร (มิจฉาทิฐิ) การใช้ความฉลาดหลักแหลมไปในทางที่ผิด และความฟุ้งซ่าน เป็นต้น เพราะฉะนั้นวิถีทางของการฝึกตนให้เจริญสติหรือดำรงสติตลอดเวลาจึงเป็นทางออกที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยไม่ควรละเลย ดังสุภาษิตว่า "ใกล้เกลือกินด่าง" เพราะนี่คือเครื่องมือวิเศษที่สามารถทำให้เราสุขสงบ และสามารถค้นพบความเป็นพุทธะในตนเองได้

ข้อสรุปที่อยากทิ้งท้ายไว้ให้คิดกันในที่นี้ อันอาจจะเป็นทางออกที่องค์ดาไลลามะพร่ำสอนอยู่ตลอดเวลาสำหรับการแก้ปัญหาความรุนแรง เช่นในกรณีการลุกฮือของชาวธิเบตเพื่อต่อต้านการยึดครองของจีนในขณะนี้ ทำนองเดียวกับกรณีการยึดครองอิรักของอเมริกา หรือกรณีไหน ๆ ก็ตาม คำสอนดังกล่าวก็คือ

"ไม่ว่าเราจะประสบความโหดร้ายหรือผ่านสิ่งเลวร้ายมามากมายแค่ไหน ฉันเชื่อว่าคำตอบสุดท้ายสำหรับแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการขัดแย้งภายในหรือภายนอก ก็อยู่ที่การกลับไปหาธรรมชาติพื้นฐานดั้งเดิมของมนุษย์ ซึ่งก็คือความอ่อนโยนและความกรุณา"

15 เมษายน 2551

หนังสืออ่านประกอบ The Art of Happiness: A Handbook for Living by HH Dalai Lama and Howard C. Cutler ศิลปะแห่งความสุข แปลโดย วัชรีวรรณ ชัยวรศิลป์ และศาสนาน้ำนม เขียนโดยปิยโสภณ
 
 
บทความพิเศษก่อนหน้านี้ | บทความพิเศษถัดไป
แสดงบทความพิเศษทั้งหมด ปี 2551